แน่นอน ประโยคที่เด็ดที่สุดที่ทุกคนต้องจำได้จากภาพยนตร์เรื่อง "รถไฟฟ้ามาหานะเธอ" ก็คือคำถามกับคำตอบที่ว่า...

Q - ถ้ามีแฟน แต่ไม่ได้กินข้าวด้วยกัน ไม่ได้ดูหนังด้วยกัน แล้วจะมีแฟนไปทำไมวะ
A - แฟนน่ะ เค้ามีไว้เพื่อให้รู้ว่า ยังมีคนที่ห่วงใยเราต่างหาก


 

 

 

...เดี๋ยวครับ! หยุดตรงนี้ก่อน...ค่อยๆ ย้อนกลับไปใหม่

"แฟนน่ะ เค้ามีไว้เพื่อให้รู้ว่า ยังมีคนที่ห่วงใยเราต่างหาก"


... แต่ดูดีๆ ในห้องนอนของนังเป็ด (โอปอล์) ยังมีพี่โก้ปั๋วมันนอนรออยู่เลยครับ...แล้วมันจะไปซาบซึ้งอะไรกับการอยู่ห่างแฟนวะ!!!

 

 

โดนอิเป็ดมันหลอกแล้วครับท่านผู้ชม!!! --'

 

 

...ไอ้การอยู่ห่างแฟนแล้วยังรักกันได้ มันก็แค่ทฤษฎี
จริงๆ แล้วคนเราต้องการความห่วงใย
ไอ้ที่มันทนๆ อยู่ได้ เพราะไม่เจอใคร ไม่อยากหาใคร กับมีอะไรทำแก้เหงากันมากกว่า
ถ้าอยู่แบบปกติมนุษย์โลก รับรองครับ...หายหัวไปเป็นเดือน มีใหม่แน่นอน

วันหลังอย่าไปเชื่อคำคมจากสื่อให้มากนักนะครับ ^^'

(ขออนุญาตสงวนที่มา ขออภัยเจ้าของคำคม และขอขอบคุณที่สร้างสรรค์เสียงหัวเราะให้แก่โลกใบนี้)

//ความรัก //

ขาดเธอพี่เศร้า ขาดเหล้าพี่แย่
นึกว่าสวยเลิศเลอ สวยกว่าเธอแค่ 500
หากเรารักใครสักคน อย่าพูดถึงความหลังของกันและกัน
คนดีชอบแก้ไข คนจัญไรชอบกระเทย
อดทนไว้เพื่อพ่อแม่ ไม่ยอมแพ้เพื่อตายาย คือปณิธานใจ ทหารไทยแฟนลืม
เจ็บน้อยดีกว่าปวดนาน
มือไว ใจถึง หญิงถึงจะพอใจ
อยู่คนเดียวเปลี่ยวกาย แสนสบายแต่ไม่สนุก...อยู่สองคนแต่ทุกข์ แสนสนุกแต่ไม่สบาย
เกิดมามีกรรม ตัวดำเสือกหล่อ
รูปหล่อ พ่อรวย ชอบปลูกต้นไม้ รักเด็ก
คนที่ 1 จีบไม่ติด...2, 3, 4 ก็ต้องติดบ้างสิวะ
ยาวเท่าศอก กระบอกละ 10 บาท
ถึงเราจะเสียใจก็ไม่จำเป็นจะต้องแสดงให้ใครรู้ว่าเราอ่อนแอ
อยู่กับพี่เสียแต่ตัว ไม่ต้องกลัวเสียใจ
ไม่ได้มั่วแต่ทั่วถึง
รักเมียคนนี้ให้ดีที่สุด ดีกว่าเอาตุ๊ดไปวันๆ
อายครูไม่รู้วิชา อายภรรยาไม่มีลูก...ได้ครูเป็นภรรยา ได้ทั้งวิชาได้ทั้งลูก
ไม่คิดเป็นตัวสำรอง เพราะไม่ชอบเป็นที่สองรองจากใคร
อยู่คนเดียวก็เสียวได้
ด้านได้ อายอด...เงินหมด เมียทิ้ง
รักในวัยเรียนเหมือนจุดเทียนกลางสายฝน แต่ฉันไม่สนเพราะฉันกางร่มจุดเทียน

กล้าไว้ หัวใจไม่จนมุม 

 

//การทำงาน//

อย่าคิดว่าเราจะตายเพื่อชาติ จงทำให้พวกมันตายเพื่อชาติของมันก่อน
โลกสนกู แต่กูไม่สนโลก

รู้ไม่มากแต่อยากจะรู้
นักมวยไม่กลัว กลัวนักเลง...มาเฟียไม่กลัว กลัวมาเยอะ
จะเมาจะมั่ว ก็รั้วของชาติ
ศุกร์เมา เสาร์นอน อาทิตย์ถอน จันทร์ลา อังคารมาโดนจ่าตบ
เป็นตัวของตัวเอง ผิดไหม
เพื่อนกินหาง่าย เพื่อนตายหายาก...ใครจะไปตายกับมึงวะ
พระจันทร์ก็ส่องแสง พระอาทิตย์ก็ส่องแสง...แต่ความแรงมันต่างกัน
ทำยังไงก็ได้...แต่จ่าบอกแล้วไง ต้องทำให้ดี
หนักไม่เอา เบาก็อู้
อยากสบายก็ไปตายซะ ไอ้เหี้ย...

ชีวิตต้องพอเพียง ความดีต้องเพียงพอ
บุญคุณต้องตอบแทน แต่อย่าตอบแทนด้วยการเนรคุณ
สุราไม่ได้สร้างวีรบุรุษ แต่วีรบุรุษก็ขาดสุราไม่ได้
ชีวิตไม่เคยเศร้า เพราะมีเหล้าเป็นเพื่อน
อยากรู้ก็ไปถามพระวัดป่า
ไม่อิ่มอย่างเสือ ก็อดอย่างหมา
เงินมี ใช้หมด...เงินหมด อดตาย
ล้มเพราะก้าวไปข้างหน้า ดีกว่ายืนเต๊ะท่าอยู่กับที่
ถ้าคำขอโทษใช้ได้ผล ตำรวจจะมีไว้ทำไม
ถ้าท่านกลัวจนเกินไป ท่านจะทำอะไรไม่สำเร็จ
ถึงจะเป็นแค่สิบตรี แต่ก็เป็นคนดีของสังคม
ทำมึนเป็นนิจ แล้วชีวิตจะมีรสชาติ
ลูกเมียน้อย กองร้อยกาฝาก
สุขใดไม่เท่าควักกระเป๋าแล้วมีตังค์
ทุกข์ใดไม่เท่าควักกระเป๋าแล้วไม่มีตังค์
เงินทองเราเสียไป แต่ความสัมพันธ์เราคงเดิม

ชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับการถือไพ่ในมือ แต่ขึ้นอยู่กับการทิ้งไพ่ในมือให้ดี
เจ็บแล้วจำคือคน เจ็บแล้วทนคือควาย...แต่เรามันยอมทน
ดื่มเหล้ามันขม ดูดนมดีกว่า
กล้าเปลี่ยนในสิ่งที่ไม่เคยทำ แล้วจะได้ในสิ่งที่ไม่เคยได้
อย่ากลัวศัตรูที่จู่โจมทำร้ายเรา แต่จงกลัวมิตรที่เอาแต่เยินยอเรา
สิ่งที่เป็นของเราก็จะเป็นของเราอยู่วันยันค่ำ แต่ถึงแม้จะวันยันค่ำก็ต้องทำให้ดีที่สุด
เรียนรู้เหมือนกับว่าท่านจะต้องมีชีวิตอยู่ตลอดไป ใช้ชีวิตอยูเหมือนกับว่าท่านจะตายในวันพรุ่งนี้
ถ้าเราสร้างต้นทางได้ เราก็จะได้ปลายทางที่ดี
ขนาดพระเจ้ายังไม่ตัดสินมนุษย์คนใด จนกว่าวาระสุดท้ายของเขาจะมาถึง

รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา...รักไม่ดีกินถั่ว รักชั่วกินเหล้า...รักไม่ดี รักชั่ว กินถั่วแกล้มเหล้า
ทำสิ่งที่ยากให้ง่าย แต่อย่าง่ายจนเกินไป
อยากกินรินเอา อยากเมารินเอง
ก้าวไปข้างหน้าด้วยความหวัง อย่าถอยหลังด้วยความเสียดาย
เมื่อเราทำผิดหนึ่งครั้ง เราจะได้ยินตลอดกาล...ถึงเราทำดีสองครั้ง แต่เราอาจจะไม่ได้ยินอะไรเลย

เรียนๆ หลับๆ ก็ได้สิบตรี ถึงมึงเรียนดีก็ได้สิบตรีเหมือนกู
ทำงาน เก็บเงิน แต่งงาน...จบ
เกิดมาเพื่อทำให้เขาสบาย ตายได้ถ้าเขาสบายเพราะเราทำ 

อ้างอิงจากหนังสือ "ไม่มีนางนพมาศ ไม่มีลอยกระทงสมัยสุโขทัย"

หนังสือ

ผู้แต่ง: สุจิตต์ วงษ์เทศ
สำนักพิมพ์/จัดจำหน่าย : มติชน
จำนวนหน้า: 280
น้ำหนัก (กรัม) : 325
ISBN : 974-322-765-2

ท่ามกลางเสียงเพลงลอยกระทง เสียงประทัดดอกไม้ไฟพลุตะไลไฟพะเนียง เสียงเครื่องขยายเสียงออกเวทีประกวดนางนพมาศประจำงานลอยกระทงแทบทุกงาน แทบทุกเว็บที่กล่าวถึงงานลอยกระทง ต้องขุดเอาประวัติการลอยกระทงย้อนยุคไปถึงพิธีจองเปรียง และกล่าวถึงนางนพมาศว่าเป็นสนมของพระร่วงเจ้า (ตีความกันจนเลอะว่าเป็นพ่อขุนรามคำแหง บ้างก็ร่นลงมาว่าเป็นสนมของพระมหาธรรมราชาที่ ๑ ลิไท) ผู้ประดิษฐ์กระทงลอยงดงามจนพระองค์ยอยศขึ้นให้เป็นพระสนมเอกทรงนามท้าวศรีจุฬาลักษณ์

อันว่า "นพมาศ" นั้นแปลว่า ทองเนื้อเก้า ซึ่งเป็นทองเนื้อบริสุทธิ์ที่สุดในสมัยโบราณ
แต่ในยุคสุโขทัย ที่ชื่อคน ชื่อตำแหน่งยังเป็นคำไทยพยางค์เดียวส่วนมาก แม้แต่พระราชชนนีของพ่อขุนรามคำแหงเองก็ยังทรงพระนามว่า "เสือง" หากสนมปลายแถวจะชื่อหรูหราขนาดนี้ก็แปลก เป็นประการ ๑

ประการ ๒ คือ "ท้าวศรีจุฬาลักษณ์" นั้นเป็นตำแหน่งมเหสีรองสมัยอยุธยาหลังสมัยพระบรมไตรโลกนาถมาแล้ว หาได้เป็นตำแหน่งแต่ครั้งสุโขทัยไม่

และตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์วรรณคดี กรมศิลปากรจัดวรรณกรรม "ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์" ไว้อยู่ในหมวดหมู่ของวรรณกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น แต่ระบุบานแพนกว่า เป็นเรื่องที่อ้างอิงสังคมยุคสุโขทัยเท่านั้น

ตามพระวินิจฉัยของพระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อครั้งพระองค์ดำรงตำแหน่งประธานหอพระสมุดวชิรญาณ ทำหน้าที่คัดสรรหนังสือเข้าหอพระสมุดแห่งชาติว่า


"ถ้าจะหาพยาน จงเอาสำนวนหนังสือเรื่องนี้ไปเทียบกับสำนวนหนังสือจารึกครั้งสุโขทัย หรือหนังสือที่เชื่อว่าแต่งครั้งสุโขทัย เช่น หนังสือไตรภูมิพระร่วง เป็นต้น หรือแม้ที่สุดจะเอาไปเทียบกับหนังสือที่แต่งเพียงชั้นกรุงเก่าที่จะเห็นได้แน่นอนว่า สำนวนหนังสือเรื่องนางนพมาศเป็นหนังสือแต่งใหม่เป็นแน่ และยังซ้ำมีความที่กล่าวผิด ที่จับได้โดยแจ่มแจ้งว่าเป็นของใหม่หลายแห่ง

ยกตัวอย่างดังว่าด้วยชนชาติต่างๆ ในหนังสือนี้ ออกชื่อฝรั่งหลายชาติ ซึ่งที่จริงไม่ว่าชาติใดยังไม่มีเข้ามาในประเทศนี้ เมื่อครั้งนครสุโขทัยเป็นราชธานีเป็นแน่

อีกข้อหนึ่งที่ว่าครั้งสุโขทัยมีปืนใหญ่ขนาดหนักนับด้วยหลายหาบ ปืนใหญ่ในครั้งนั้นก็ยังไม่เกิดขึ้นในโลก

แต่ที่ผิดน่าพิศวงยิ่งกว่าอย่างอื่นนั้นมีแห่งหนึ่ง ที่ลงชื่อว่าชาติฝรั่งอเมริกันลงไว้ในนั้นด้วย ชาติอเมริกันพึ่งเกิดขึ้นยังไม่ถึง ๒๐๐ ปี จะมีในครั้งพระร่วงอย่างไรได้ แม้แต่คำว่าอเมริกันเองก็พึ่งเกิดขึ้นในครั้งกรุงเก่าเป็นราชธานี เพราะฝรั่งช่างทำแผนที่คนหนึ่งไปทำแผนที่ให้ปรากฎ รู้ได้ชัดว่าเป็นทวีปหนึ่งต่างหาก มิใช่อินเดียฝ่ายตะวันตกดังเข้าใจกันมาแต่ก่อน จึงได้เรียกชื่อทวีปนั้นว่าอเมริกาตามชื่อช่างแผนที่ผู้ที่ไปพบความจริงข้อนี้"


พูดง่ายๆว่า "ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์" หรือ "ตำนานนางนพมาศ" นั้นเป็นนิยายพีเรียดสไตล์ "สี่แผ่นดิน" ที่เล่าอดีต "ครั้งบ้านเมืองยังดี"นั่นเอง

อ่านไปอ่านมา ดีไม่ดีนางนพมาศชะรอยจะกลายเป็นพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๓ ครั้งยังดำรงพระยศกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ทรงพระราชนิพนธ์เองเอาด้วย

แม้ว่าสุดท้าย ไปๆมาๆ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่ไม่ประสีประสาอะไรกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์ จะขุดเอานิยายประวัติศาสตร์ล้าหลังยุคหลวงวิจิตรวาทการ-จอมพล ป. เอามาขายจัดเป็นหลักของการท่องเที่ยวเสียใหญ่โต จนไม่รู้ว่าจะแก้ความเข้าใจผิดที่กลายเป็นความเข้าใจถูกของคนหมู่มากได้อย่างไร

แต่เราก็ควรตระหนักและเข้าใจว่า

"ลอยกระทง" นั้น มาจากการ "ลอยโคม"

และ "ลอยกระทง" ไม่ได้มีที่มาจาก "นางนพมาศ"

"นางนพมาศ" ไม่มีในสมัย "สุโขทัย"